วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงงานภาษาไทย

โครงงานภาษาไทย
เรื่อง สำนวนภาษา คำพังเพยในท้องถิ่น

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          ภาษา ไทยในแต่ละท้องถิ่น มีภาษาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง อาจจะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ประเพณี อิทธิพล จากประเทศเพื่อนบ้าน ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศและความเป็นอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ ดังนั้น สำนวนภาษา และคำพังเพยที่ใช้จึงมีภาษาพูดที่แตกต่างกันออกไป แต่ความหมายยังคล้ายคลึงกัน เช่นเดียวกับสำนวนภาษา และคำพังเพยที่แตกต่างกันออกไป
          จึงได้ทำโครงงานการศึกษา สำนวนภาษาและคำพังเพยในท้องถิ่นของอำเภอโพนพิสัยขึ้น

วัตถุประสงค์
          1. เพื่อรวบรวมสำนวนภาษา และคำพังเพยที่มีในท้องถิ่นอำเภอโพนพิสัย
          2. เพื่อหาความหมายของสำนวนภาษาและคำพังเพย
          3. เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไปนำไปใช้ให้ถูกต้อง

สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า
          สำนวนภาษา และคำพังเพยแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน

ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
          1. สถานที่สำรวจในพื้นที่อำเภอโพนพิสัย
          2. ระยะเวลาศึกษาตั้งแต่  2  สิงหาคม  -  25  สิงหาคม  2551

อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการศึกษา
          1. หนังสือเสริมทักษะภาษาไทย
          2. พจนานุกรม
          3. เครื่องเขียน
          4. หนังสือสำนวนไทย

วิธีการศึกษา
          1. สอบถาม สัมภาษณ์ จากครู ผู้ปกครอง และบุคคลแหล่งชุมชนในท้องถิ่น
          2. ศึกษาค้นคว้าจากห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดประชาชน
          3. สังเกตจากการเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน
          4. สร้างเครื่องมือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์
          5. รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล บันทึกผล

วิธีบันทึก
          1. บันทึกภาพ
          2. จดบันทึก
          3. แบบสอบถาม

สรุปผลการศึกษา
          ในการศึกษาสำนวนภาษา และคำพังเพยที่ใช้ในท้องถิ่น อำเภอโพนพิสัย ได้ข้อมูลทั้งสิ้น 28สำนวน ดังนี้

          1. หูทวนลม                หมายความว่า     พูดไม่ฟัง
          2. งัวลืมตีน                  หมายความว่า        คนที่ได้ดีแล้วลืมตัว
          3. ขี้ค่านสันหลังยาว                  หมายความว่า     เป็นคนขี้เกียจ
          4. สีซอให้ควายฟัง                    หมายความว่า     ฟังแต่ไม่รับรู้
          5. สู่หลังซนฝา                           หมายความว่า     สู้ไม่ถอย
          6. สองตีนสองมือ                      หมายความว่า     ทำอะไรพร้อมๆ กัน
          7. ลิงหลอกเจ้า                            หมายความว่า     ต่อหน้าทำดีลับหลังนินทา
          8. หัวทอก่ำปั้น                           หมายความว่า    ยังเป็นเด็กแต่อวดเก่ง
          9. เที่ยวจนซอดแจ้ง              หมายความว่า    เที่ยวจนไม่รู้เวลาเช้าหรือเย็น
         10. เว้าคักแท้                                หมายความว่า     พูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  เกินความจริง
         11. จับปูใส่กะด้ง                   หมายความว่า     อยู่ไม่นิ่ง
         12. ซั่วก่อนหมา                          หมายความว่า        ชั่วมาก
         13. หัวข้อหล่อ                             หมายความว่า     โตแต่หัว  แต่ตัวเล็กๆ
         14. เข่าใหม่ปลามัน                หมายความว่า      แต่งงานอยู่กินกันใหม่ๆ
         15. ใหญ่ย่อนกินเข่า  เฒ่าย่อนเกิดโดน   หมายความว่า       คนที่ไม่มีความรู้ ความคิด  คนโง่
         16.  ปั้นน้ำเป็นโต                       หมายความว่า       พูดเป็นตุเป็นตะ  ไม่มีความจริงเลย
         17. บ่ฮู้ปะสีปะสา                   หมายความว่า      ไม่ได้เรื่อง 
         18. ดำคือถ่าน                               หมายความว่า      เปรียบเทียบคนผิวดำ
         19. ดำคือขี้ควาย                           หมายความว่า      เปรียบเทียบคนผิวดำ
         20. ฝันลมๆ แล้งๆ                  หมายความว่า      เพ้อฝันไปวันๆ หนึ่ง
                21. นอนตะเว็นส่องก้น                     หมายความว่า      นอนจนกระทั่งสาย แล้วยังไม่ตื่น
22. ไก่ตาแตก                                        หมายความว่า        งงมาก
23. ถืกสวมเขา                                      หมายความว่า        โดนคนรักหักหลัง  หลอกลวง
24. พวกขี้หยอด                                   หมายความว่า        พวกที่ไม่รู้ประสีประสา
25. พวกตะแคงตีนย่าง                       หมายความว่า        ทำตัวเหมือนผู้ดี
26. เด็กน้อยอุ้มลูกแม่นมะแข้งมะเขือกิน        หมายความว่า        แต่งงานตอนเด็กๆ ยังไม่มีงาน    
หาเงินเลี้ยงครอบครัว
27. เอาทั้งงานราษฎร์งานหลวง               หมายความว่า      ทำงานทุกอย่าง
28. รวยหยังบ่บันยะบันยัง                       หมายความว่า       ร่ำรวยมาก

อภิปรายผลการศึกษา
          สำนวน ภาษา คำพังเพย ที่ไปสำรวจได้ ถ้าพูดด้วยภาษถิ่นทางใต้ด้วยแล้ว บางครั้งคนฟังที่เป็นคนต่างถิ่น จะไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าใช้ภาษากลางพูด บางสำนวนฟังแล้วรู้เรื่อง เช่น สำนวนว่า เที่ยวจนซอดแจ้ง  ซอด   หมายถึง จนถึง กระทั่ง  แจ้ง  หมายถึง เช้า   
เว้าคักแท้  เว้า  หมายถึง  พูด  คักแท้  หมายถึง  มาก  เกินไป  อย่างไรก็ตาม    ภาษาถิ่น   แต่ละแห่งย่อมแตกต่างกันไป  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก

สรุปผลการศึกษา
          1. ได้สำนวนภาษา คำพังเพย จำนวน 23 สำนวน
          2. ได้ทราบความหมายของสำนวนทั้ง 23 สำนวน

ประโยชน์ที่ได้รับ
          1. ได้ทราบภาษาถิ่นที่เป็นสำนวนภาษา และคำพังเพย
          2. ได้ทราบความแตกต่างของภาษาถิ่นและภาษากลาง บางคำมาจากรากศัพท์เดียวกัน
          3. ภูมิใจในวัฒนธรรมของท้องถิ่น ภาษาของชาวบ้านที่สรรหาคำมาเปรียบเปรย

ข้อเสนอแนะ
          1. ทำโครงงานเรื่องนี้ต่อ  โดยเก็บรวบรวมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
          2. จัดรวบรวม จำแนก  จัดหมวดหมู่ให้เป็นระบบ

โครงงานนำ้ซาวข้าว

โครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทชีวภาพ
เรื่อง “ความลับของน้ำซาวข้าว”

 คณะผู้จัดทำ
1. นางสาวกรองทอง ใจแก้วแดง
2. นางสาวน้ำหวาน พยอม
3. นางสาวภรณ์ทิพย์ ฮาวกันทะ

อาจารย์ที่ปรึกษา ม. สนธยา ใจมั่น
อาจารย์ที่ปรึกษาพิเศษ คุณครู ชนัญญา ใจมั่น
โรงเรียนอรุโณทัย 294 ถนนฉัตรไชย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52100 
โทรศัพท์ 054-217698 โทรสาร 054-318620


บทคัดย่อ
          การทดลองนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของเกลือละลายน้ำซาวข้าวกับเกลือละลายน้ำ โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ตอนดังนี้
          1. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการดอง ด้วยเกลือละลายน้ำกับเกลือละลายน้ำซาวข้าว โดยเปลี่ยนวัตถุดิบ ซึ่งทำการทดลองอยู่ 3 ครั้ง เพื่อความแน่นอนในผลการทดลอง 
          2. ได้ทดลองเพื่อทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของเกลือที่แตกต่างกันในการดอง ด้วยเกลือละลายน้ำซาวข้าวกับเกลือละลายน้ำ โดยใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกัน
ผลจากการทดลองในตอนที่ 1 
          พบว่าการดองวัตถุดิบในน้ำซาวข้าว คือ ผักกาดแก้ว, แตงกวา, ฝรั่ง มีความเป็นกรดมากกว่าน้ำเกลือ
ผลการทดลองในตอนที่ 2 
          ได้ใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกันคือ ฝรั่ง ดองในเกลือละลายน้ำซาวข้าวกับเกลือละลายน้ำสะอาด โดยใช้ปริมาณเกลือที่แตกต่างกันดังนี้ คือ 75 กรัม 65 กรัม 55กรัม 45 กรัม 35 กรัม 25 กรัม 15 กรัม 5 กรัม และ 0 กรัม พบว่าในการดองที่ใช้เกลือในปริมาณ 45-35 กรัม จะให้ความเป็นกรดได้ดีกว่าเกลือปริมาณอื่น ๆ ซึ่งความเป็นกรดนี้จะช่วยให้วัตถุดิบนั้นมีรสชาดเปรี้ยว และไม่เกิดการเน่าของวัตถุดิบและการใช้เกลือในปริมาณนี้ ช่วยให้น้ำซาวข้าวไม่มีกลิ่นเหม็น

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          ประชากรในภาคเหนือส่วนใหญ่นิยมบริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักก่อน ที่จะนำข้าวไปทำให้สุกได้ จะต้องนำข้าวที่แช่ไว้มารินน้ำออกก่อน ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกขั้นตอนนี้ว่า "การซาวข้าว" และน้ำที่ได้จากการซาวข้าวเรียกว่า "น้ำซาวข้าว" และเมื่อได้น้ำซาวข้าวมาก็จะนำมาใช้ประโยชน์ในการรดน้ำต้นไม้ การล้างผักเพื่อช่วยลดสารเคมีที่ตกค้างในผัก ตลอดจนการหมักดองที่ช่วยในการรักษาสภาพของวัตถุดิบและทำให้วัตถุดิบมีรส เปรี้ยว และจากการที่ได้เห็นการดองฝรั่งของคนในหมู่บ้านจะเติมน้ำซาวข้าวลงไปในไหดอง ด้วย หลังจากที่ดองเสร็จก็พบว่า ฝรั่งที่ดองมีรสเปรี้ยวขึ้นมาก ข้าพเจ้าจึงนำมาคุยและปรึกษากับเพื่อนในกลุ่มว่า การใส่น้ำซาวข้าวมีผลทำให้ฝรั่งมีรสเปรี้ยวจริงหรือไม่ แล้วจะต้องใช้ปริมาณเกลือเท่าใดจึงจะให้การดองด้วยน้ำซาวข้าวเกิดผลดีที่สุด จากข้อสงสัยต่าง ๆ เหล่านี้ กลุ่มของข้าพเจ้าจึงได้คิดค้นการทำโครงงานนี้ขึ้นมา